การออกกำลังกายที่ดีที่สุด การออกกำลังกายที่ดีที่สุดที่ทุกคนคาดไม่ถึง นั่นก็คือการเดินนั่นเองค่ะ การเดินมีประโยชน์หลายอย่าง ทั้งทำให้เลือดสูบฉีด มากขึ้น หัวใจทำงานมากขึ้น ร่างกายต้องเผาผลาญแคลอรี่มากขึ้น และยังเป็นการเตรียม่างกายสำหรับการออกกำลังกายชนิดอื่นๆ ค่ะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็ต้องเดินให้ถูกวิธีและได้ไกลพอสมควรนะคะ ไม่ใช่เดินเล่นในบ้านก็ได้แล้วนะคะ เรามาดูรายละเอียดกันค่ะ ทำไมถึงบอกว่าการเดินเป็นการออกกำลังกายที่ดีที่สุด ก็เพราะว่าการเดินนั้น เราไม่ต้องเสียเงินเพื่อที่จะเดิน ไม่ต้องเจ็บตัวเจ็บข้อเท้า และยังไม่เหนื่อยมากเหมือนการวิ่งซึ่งทำให้เราสามารถเดินได้นานมากขึ้นค่ะ ทำให้การเดินเป็นการออกกำลังกายที่ดีที่สุดสำหรับทุกเพศทุกวัยค่ะ และที่สำคัญ การเดินในระยะทางเท่ากับที่เราวิ่งนั้น เราจะใช้พลังงานพอๆ กันเลยค่ะ เพียงแต่วิ่งจะใช้เวลาสั้นกว่า เลยรู้สึกว่าเหนื่อยกว่า แต่การเดินจะใช้พลังงานสม่ำเสมอไปเรื่อยๆ ใช้เวลานานกว่า โดยรวมแล้วก็เผาผลาญพลังงานไปพอๆ กันค่ะ เริ่มกันเลยนะคะ วันแรกเราเดินประมาณ 2 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินประมาณ 45 นาทีค่ะ บางคนอาจจะเร็วกว่าหรือช้ากว่าก็ไม่เป็นไรค่ะ เดินสัก 1-2 สัปดาห์ ร่างกายเริ่มอยู่ตัว เราก็เพิ่มความเร็วจากเดิมที่เคยใช้เวลา 45 นาที มาเป็นใช้เวลา 30 นาทีแต่ระยะทางเท่าเดิม ร่างกายจะเผาผลาญแคลอรี่มากขึ้นค่ะ ร่างกายจะสดชื่นมากขึ้นค่ะ จากนั้นค่อยๆ เพิ่มระยะทางให้ยาวขึ้น เร็วขึ้นสลับกันไปแบบนี้เรื่อยๆ ค่ะ ใน 1 เดือนน่าจะมีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายนะคะ ทีนี้เรามาแก้ไขข้อผิดพลาดในกรเดินเพื่อให้การเดินออกกำลังกายมีประสิทธิภาพมากขึ้นค่ะ1. อย่าก้าวเท้ายาวเกินไป เพราะจะทำให้ปวดตามหน้าแข้ง ใช้วิธีก้าวสั้นๆ แต่เดินเร็วขึ้นแทนค่ะ2. รองเท้าควรใส่สบายไม่กัดเท้า ไม่แข็งเกินไปจนเดินไม่สะดวก ควรเลือกที่สวมแล้วเดินสบายๆ ค่ะ3. อย่าเดินลากขา ถ้าติดเป็นนิสัยแล้วลองแก้ไขโดยหัดเดินด้วยปลายเท้าดูค่ะ4. ควรจะแกว่งแขนให้เป็นธรรมชาติ5. ควรเดินมองไปข้างหน้า ตัวตรงหลังตรงค่ะ ไม่เดินก้มหัวหรือเดินตัวเอียงไปข้างหน้าหรือหลังนะคะ6. ใส่เสื้อผ้าที่สวมสบาย ไม่ฟิตหรือหลวมเกินไป และระบายอากาศได้ดี7. ควรดื่มน้ำเปล่าอย่างน้อย 1 แก้วก่อนเดินสัก 10 นาที และหลังเดินอีกMore..

หลักการออกกำลังกาย

หลักการปฏิบัติในการออกกำลังกาย        การออกกำลังเพื่อสุขภาพ  เป็นวิธีการที่นำมาให้ช่วยส่งเสริมสุขภาพของบุคคลให้แข็งแรงและชะลอความเสื่อมของอวัยวะต่างๆ ของร่างกายได้อย่างดี รูปแบบไม่เหมาะสมก็จะส่งผลเสียต่อผู้ปฏิบัติได้รูปแบบของการออกกำลังกายแบ่งเป็น  5           1. แบบการเกร็งกล้ามเนื้อโดยไม่เคลื่อนไหวอวัยวะ (Isometric  Exercise )  เป็นการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มขนาดความแข็งแรงของกล้ามเนื้อการออกกำลังกายแบบนี้ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อระบบหัวใจและหลอดเลือดเช่น การเกร็งกล้ามเนื้อเพื่อต้านน้ำหนัก  เป็นต้น       2. แบบต้านน้ำหนัก  ( Isotomic  Exercise )  เป็นการออกกำลังโดยการเกร็งกล้ามเนื้อพร้อมกับมีการเคลื่อนไหวข้อต่อแขนหรือจาด้วย  เช่น การบริหารโดยการยกน้ำหนัก การยุบข้อ  ดันพื้น  เป็นต้น        3.แบบต้านทานความเร็วเต็มที่ ( Isokinetic  Exercise )  เป็นการออกกำลังกายโดยอาศัยเครื่องมือของการออกกำลังกายที่มีการปรับความเร็วและแรงต้านได้  เช่น  การวิ่งบนลู่กลที่ปรับความเร็วได้  เป็นต้น     4.แบบไม่ใช้ออกซิเจน ( Anaer  Exercise )เป็นการออกกำลังกายโดยที่ร่างกายไม่ได้นำออกซิเจนออกมาสันดาปพลังงาน  แต่กล้ามเนื้อจะใช้พลังงานนอกจากสารเอทีพี (ATP)  สาร ซีพี (CP) และสารไกลโคเจน ( Glycogen ) ที่มีอยู่ในกล้ามเนื้อมาใช้เป็นพลังงาน  เช่น  การฝึกระบบประสาทเสรีด้วยการอบแห้งร่วมกับการอาบน้ำเย็น   (ชาวน่า)        5.แบบใช้ออกซิเจนหรือแบบแอโรบิค ( Aerobic  Exercise )  เป็นการออกกำลังกายที่กระทำกิจกรรมติดต่อกันเป็นเวลานาน  จนพอที่จะกระตุ้นให้ร่างกายใช้พลังงานจากกระบวนการสันดาปออกซิเจนเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ  จนสามารถเพิ่มให้ปอดและหัวใจทำงานเต็มที่ กิจกรรมการออกกำลังกายแบบแอโรบิคมีมากมายหลายชนิด  เช่น  การเดินเร็ว  การวิ่งเหยาะ  การว่ายน้ำ  การถีบจักรยาน  การรำมวยจีน  การเต้นแอโรบิค  เป็นต้น        6.ไม่ควรออกกำลังกายหลังรับประทานอาหารอิ่มใหม่ๆ เพราะช่วงนั้นเลือดจะต้องถูกส่งไปเลี้ยงกระเพาะอาหารMore..

ออกกำลังกายอย่างไรให้ถูกต้องเหมาะสม

  หนุ่มสาววัยทำงานในยุคนี้ หันมาให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายมากขึ้น ทั้งการเดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน ชกมวย ว่ายน้ำ เต้นแอโรบิค โยคะ พีลาทิส รวมถึงเรื่องอาหารการกิน ไม่ว่าจะเป็นอาหารคลีนหรือน้ำผลไม้สารพัดชนิด ทั้งช่วยดีท็อกซ์ล้างพิษ ดักไขมัน และช่วยในการขับถ่าย แต่ยังมีอีกหลายคนที่มักจะมีข้ออ้างเรื่องเวลา บ้างก็ว่างานมาก เรียนหนัก หรือแม้แต่เที่ยวหนัก ทำให้ไม่มีเวลาในการออกกำลังกาย ทำให้ร่างกายไม่ฟิตไม่เฟิร์มอย่างที่ต้องการ ดังนั้นเราจึงควรเริ่มมาออกกำลังกายเพื่อส่งเสริมสุขภาพกันตั้งแต่วันนี้ก่อนจะสายเกินไป อย่างไรก็ตามควรเรียนรู้หลักการออกกำลังกายให้ถูกต้องเหมาะสม      ข้อมูลจาก อ.ดร.คุณัตว์ พิธพรชัยกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา เปิดเผยว่า ก่อนการออกกำลังกายเราควรตั้งเป้าหมายว่า เรามีเป้าหมายในการออกกำลังกายเพื่ออะไร โดยการตั้งเป้าหมายนั้นต้องเป็นจริงได้ สามารถวัดได้ และมีการกำหนดระยะเวลาไว้ชัดเจน สิ่งสำคัญที่ลืมไม่ได้ เราต้องมุ่งมั่นในการดำเนินการตามโปรแกรมการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ เพื่อให้การออกกำลังกายเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ควรสร้างแรงจูงใจในการออกกำลังกายด้วยวิธีต่างๆ เช่น การเลือกกิจกรรมการออกกำลังกายที่เราชอบหรือถนัด มีการออกกำลังกายร่วมกันเพื่อนหรือสมาชิกในครอบครัว อาจฟังเพลงในขณะออกกำลังกายด้วย ให้มีการทดสอบอยู่เป็นระยะๆ เพื่อเป็นการประเมินผล รวมทั้งการจดทำบันทึกการออกกำลังกาย หลักการออกกำลังกายที่ดี      การออกกำลังกายเป็นการดูแลสุขภาพที่ช่วยเสริมสมรรถภาพร่างกาย เพิ่มความแข็งแกร่ง สร้างภูมิคุ้มกันและทำให้มีจิตใจที่ร่าเริงแจ่มใส ทั้งนี้ผู้รักการออกกำลังกายจะต้องเข้าใจพื้นฐานและมีการเตรียมพร้อมที่ดี เพื่อให้การออกกำลังกายมีประสิทธิภาพได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจน และช่วยลดอันตราย การบาดเจ็บในระหว่างการออกกำลังกาย หลักการออกกำลังกาย มีดังนี้     – ความถี่ (Frequency) ควรออกกำลังกายให้ครบทุกส่วน ปฏิบัติ 10-15 ครั้งต่อรอบ และ 3-5 รอบต่อชุด     – ระดับ (Intensity) ควรเริ่มที่ 50-60% ของอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุดจากจำนวนน้อยไปหามาก จากความหนักเบาระดับต่ำไปสู่ระดับสูง     -เวลา (Time)More..

หาแรงจูงใจ ออกกำลังกาย

หาแรงจูงใจ ออกกำลังกาย           รู้ใช่ม้าว่า การออกกำลังกายน่ะ มีประโยชน์ ต่อสุขภาพ ขนาดในทีวียังรณรงค์ให้ประชาชนเซ็กเซอร์ไซส์ เอ้ย…เอ็กเซอร์ไซส์เลย เพราะสมัยนี้น่ะถ้าไม่ดูแลตัวเองแล้วจะให้ใครมาสนอีกล่ะจ๊ะ (ยิ่งนิยมเป็นโสดกันเยอะซะด้วย) เออ…แล้วไม่ต้องรอให้ป่วยก่อนแล้วค่อยไปออกหรอก เพราะตอนป่วยน่ะ ควรพักผ่อนมากกว่า ขืนไปโหมออกกำลังมากๆ เข้าเดี๋ยวร่างกายจะทรุดเข้าไปใหญ่ แต่ถ้าอยากยืดเส้นยืดสายตอนป่วยจริงๆ ควรออกเล็กๆ น้อยๆ  พอสงสารสังขารของตัวมั่งเหอะ ใช่ว่าร่างกายเป็นเหล็กที่ไหนล่ะ แต่คนส่วนใหญ่ไม่รู้เป็นไง ไม่ค่อยไปออกกำลังวังชายืดเส้นยืดสายให้เป็นเรื่องเป็นราว เท่า ทว่า มีข้ออ้างต่างๆ นานา นี่นาว่า…ทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์แล้ว จะเอาเวลาที่ไหนไปออกกำลังกายอย่างจริงจังได้ เพราะสัปดาห์นึงมีวันหยุดเพียงวันเดียว พอถึงวันนั้นเราก็เหนื่อยจากงานจะแย่ คงมีแรงไปออกกำลังกายหรอก หรือหากใครโชคดีทำงานแค่ 5 วันต่อสัปดาห์ แม้มีเวลามากกว่ากลุ่มแรกหน่อย แต่บางรายก็ ต้องทำงานบ้านเอง ไม่ได้มีคนรับใช้มาคอยทำให้นี่หว่า แล้วทำงานบ้านน่ะ ถ้าใครไม่เคยทำคงไม่รู้หรอกว่าหนักหนาสาหัสขนาดไหน? ยิ่งมีบ้านใหญ่โตมากเท่าไหร่ก็ต้องทำความสะอาดกันหน้ามืดมากเท่านั้น แค่นี้ก็หมดเวลาไปยืดแข้งยืดขาในท่าสวยๆ แล้วล่ะ เอ…ที่จริงการทำงานบ้านก็เท่ากับออกกำลังกายไปในตัวไม่ใช่เรอะ แต่แทนที่จะออกในท่าวิ่งบนเครื่องสายพานหรือยกดรัมเบล ก็เปลี่ยนมาเป็นการเช็ดถู และยกถังน้ำแทน ส่วนข้ออ้างที่ใครๆ งัดมาใช้กันมากที่สุด เห็นจะไม่พ้นคำว่า “ขี้เกียจ” น่ะซี แต่บางคนยืนยันว่าไม่ได้ขี้เกียจร้อก กลับรู้สึกเสียเวลามากกว่า เช่นแทนที่จะเอาเวลาไปกะหนุงกะหนิงกะแฟน, เล่นเกมคอมพิวเตอร์ หรือไปทำกิจกรรมที่ตัวเองชอบมากกว่า อย่างไปดูคอนเสิร์ต หรือไปงานเลี้ยงสังสรรค์ ก็สู้ไปทำกิจกรรมเฮฮาหยั่งนี้ไม่ดีกว่าเหรอ เรื่องไรจะออกกำลังกายคนเดียวโดดเดี่ยวอย่างเดียวดายล่ะ จึงพอสรุปได้ว่า ที่ไม่ค่อย ได้ออกกำลังกายกันเพราะขาดแรงกระตุ้นหรือแรงจูงใจ นั่นเอง ทั้งๆ ที่รู้นะ ว่าออกกำลังแล้วดี ยิ่งใครมีเวลาว่างมากก็ยิ่งได้เปรียบ ที่จะไปเล่นกีฬาหรือเข้าโรงยิมฯเผื่อคลายเหงา ส่วนคนมีงานทำก็ตัวใครตัวมันแล้วกัน ถ้ามีเวลาก็เจียดไปหน่อยเหอะ แล้วคิดดูดิว่าอะไรล่ะเป็นแรงกระตุ้นให้อยากไปออกกำลังกายมั่ง? ถ้านึกไม่ออกบอกให้ก็ได้           1. บางท่านแนะว่า จงไปสมัครเป็นสมาชิกฟิตเนสที่ไหนสักแห่งไว้ก่อน เมื่อจ่ายตังค์ไปแล้ว เดี๋ยวความเสียดายก็ต้องไปออกกำลังกายเอง เพราะค่าสมาชิกหลายตังค์อยู่ ถือเป็นแรงจูงใจที่ใช้ได้ทีเดียว 2. ถ้าอยากมีกำลังวังชาดีMore..

โรคที่มากับคนที่ไม่ออกกำลังกาย

กลุ่มโรคความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจขาดเลือด โรคอ้วน โรคเบาหวานและไขมันในเลือดสูง โรคเครียด โรคภูมิแพ้ โรคปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ โรคมะเร็ง ขณะป่วยควรออกกำลังกายหรือไม่ ขณะเจ็บป่วยไม่ควรจะออกกำลังกายเพราะจะทำให้โรคเป็นมากขึ้น ควรจะพักจนอาการดีขึ้น หากพักเกินสองสัปดาห์เวลาเริ่มออกกำลังกายควรจะเริ่มเบาๆก่อน และหากท่านเป็นโรคเรื้อรังควรจะปรึกษาแพทย์ก่อนออกกำลังกาย จริงหรือไม่ที่การออกกำลังกายโดยการเดินดีพอพอกับการวิ่ง การเริ่มต้นออกกำลังควรใช้วิธีเดิน เนื่องจากจะไม่เหนื่อยมาก ปวดข้อไม่มาก และลดน้ำหนักได้ ส่วนการวิ่งจะเป็นการออกกำลังที่คุณเตรียมร่างกายไว้พร้อม เพราะการวิ่งจะทำให้หัวใจเต้นเร็ว ทำให้เหนื่อย มีการปวดข้อ ดังนั้นการออกกำลังโดยการเดินเหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มออกกำลัง คนอ้วน คนที่มีโรคประจำตัว แต่สำหรับการวิ่งเหมาะสำหรับคนที่ไม่มีโรค และต้องการความฟิต คนท้องควรจะออกกำลังหรือไม่ คนท้องควรออกกำลังกายเป็นประจำ แต่ออกกำลังกายแบบเบาๆโดยการเดิน ไม่ควรจะวิ่ง ไม่ควรยกของหนัก รายละเอียดอ่าน การออกกำลังในคนท้อง จะรู้ได้อย่างไรว่าออกกำลังมากไป ท่านสามารถสังเกตขณะออกกำลังกายว่ามากไปหรือไม่ โดยสังเกตอาการดังต่อไปนี้ หัวใจเต้นเร็วมากจนรู้สึกเหนื่อย หายใจเหนื่อยจนพูดไม่เป็นประโยค เหนื่อยจนเป็นลม มีอาการปวดข้อหลังจากการออกกำลังกาย หากมีอาการดังกล่าวให้หยุดการออกกำลังกายสองวัน และให้ลดระดับการออกกำลังกาย การออกกำลังกาย การออกกำลังของผู้ที่มีโรคหัวใจ การออกกำลังเพื่อให้หัวใจแข็งแรง การออกกำลังกับโรคไต การออกกำลังในน้ำ การออกกำลังในโรคเบาหวาน ขอบคุณที่มา siamhealth