5 สัญญาณบ่งบอกสุขภาพดี

          คนยุคนี้ตื่นตัวเรื่องสุขภาพกันมากขึ้น พวกเขาจึงหันมาออกกำลังกาย กินอาหารคลีน และดูแลสุขภาพไปตามรูปแบบการใช้ชีวิตของตัวเอง

 

          บางคนคิดว่าตราบใดที่ไม่อ้วน ไม่เป็นโรค ก็พอใจแล้ว ขณะที่บางคนต้องการมีซิกซ์แพ็ก และยังมีบางคนที่ทั้งออกกำลังกายและดูแลเรื่องการกินไปพร้อมกัน โดยมีเป้าหมายคือการมีสุขภาพดี

 

         แล้วการมีสุขภาพดี หมายถึงอะไร? เพราะบางครั้งเราก็ได้ยินข่าวคนใกล้ตัวที่ดูแข็งแรงสุขภาพดี แต่กลับเข้าโรงพยาบาลอยู่เรื่อยๆ หรือผู้ชายบางคนดูภายนอกกล้ามโต แต่พอใช้แรงยกของหนักๆ กลับหมดแรงเร็วกว่าผู้ชายหุ่นผอมบางคนซะอีก ทำให้หลายคนมีคำถามว่า แล้วจะใช้เกณฑ์อะไรมาวัด ว่าเรามีสุขภาพดี ร่างกายฟิต & เฟิร์มหรือไม่

 

          เรื่องนี้ ทนงศักดิ์ วงษาโสม ผู้เชี่ยวชาญจากฟิตเนส เฟิรส์ท จะมาไขข้อสงสัยให้ฟัง…“การที่จะดูว่าใครสุขภาพดี ไม่ได้ดูจากน้ำหนักตัวว่าอ้วนหรือผอม และก็ไม่ได้ดูจากมวลกล้ามเนื้อ แต่จะต้องพิจารณาองค์รวมทั้งหมด โดยเกณฑ์หนึ่งที่สามารถบอกได้ว่าสุขภาพร่างกายดีหรือไม่คือ สมรรถภาพทางกายกับสุขภาพ เนื่องจากร่าง กายที่สามารถใช้งานกล้ามเนื้อและอวัยวะต่างๆ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมสะท้อนถึงลักษณะการใช้ชีวิตประจำวันที่สัมพันธ์กับอารมณ์ความรู้สึกด้วย ดังนั้นการมีสมรรถภาพทางกายที่ดีจึงส่งผลให้มีสุขภาพดีด้วย”

 

            สมรรถภาพทางกายกับสุขภาพ มีองค์ประกอบ 5 อย่างคือ

 

1.ความทนทานของระบบไหลเวียนโลหิต

คือสมรรถภาพของระบบไหลเวียนโลหิตและระบบหายใจ การทำงานของหัวใจและปอดที่สอดประสานกันอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลำเลียงออกซิเจนไปยังกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ขณะที่ร่างกายใช้งานอย่างต่อเนื่องได้อย่างเพียงพอ

สังเกตจากการใช้ชีวิตประจำวันง่ายๆ เช่น เดินขึ้นบันไดรถไฟฟ้าแล้วหอบหรือเปล่า ตอนปั่นจักรยานที่สนาม ต้องแวะจุดพักเพื่อหายใจกี่ครั้ง หัวใจจะระเบิดออกมานอกซี่โครงหรือยัง เป็นต้น ถ้าความทนทานของระบบไหลเวียนโลหิตดี ร่างกายลำเลียงออกซิเจนและสารอาหารไปสู่ส่วนต่างๆ ได้ดี ระบบเผาผลาญก็จะมีประสิทธิภาพ และความเครียดก็จะลดลง

 

2.ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ

คือกำลังสูงสุดหรือแรงต้านของกล้ามเนื้อขณะใช้งานรูปแบบต่างๆ ในความพยายามครั้งหนึ่ง เช่น การยกน้ำหนัก การผลักประตูบานใหญ่ การยกเก้าอี้ ฯลฯ นอกจากจะใช้แรงในการผลัก ยก หรือดึงสิ่งของต่างๆ แล้ว เมื่อกล้ามเนื้อแข็งแรงจะช่วยพยุงข้อต่อและเส้นเอ็นต่างๆ ขณะเคลื่อนไหว จึงไม่บาดเจ็บง่าย ถือเป็นการป้องกันความปวดเมื่อยและการเจ็บปวดเรื้อรังสุดฮิตอย่างออฟฟิศซินโดรมได้อย่างดี

ถ้ากล้ามเนื้อแข็งแรง จะช่วยทำให้ความสามารถและประสิทธิภาพในการทำกิจกรรมต่างๆ ด้วยตัวเองดีขึ้น การบาดเจ็บหรือปวดเรื้อรังบริเวณกล้ามเนื้อจะลดลง บุคลิกภาพและการจัดวางท่าทางของร่างกายก็จะดีขึ้น

 

3.ความทนทานของกล้ามเนื้อ

ขีดความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเป็นระยะเวลาหนึ่งโดยไม่รู้สึกเหนื่อยล้า ทั้งการใช้อยู่กับที่และการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ลองนึกถึงเวลายกของหนักค้างไว้ การขึ้นบันไดหลายชั้น การปั่นจักรยานระยะไกล เป็นต้น ถ้ากล้ามเนื้อทนทาน เราจะมีความสามารถในการทำกิจกรรมหรือออกกำลังกายต่อเนื่องโดยไม่บาดเจ็บ และยังช่วยเสริมความทนทานของระบบไหลเวียนโลหิตอีกด้วย

 

4.ความยืดหยุ่น

ขีดความสามารถของการขยับข้อต่อหรือกลุ่มข้อต่อขณะเคลื่อนไหว ร่างกายที่มีความยืดหยุ่นสูงจะสามารถเคลื่อนไหวผ่านข้อต่อในมุมต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ คงเคยเห็นนักยิมนาสติกหรือนักบัลเล่ต์ที่มีความยืด หยุ่นตัวมากๆ กันมาแล้ว สำหรับคนทั่วไปที่ไม่คิดว่าจะเตะขาสูงหรือฉีกขาได้ขนาดนั้น แต่การยืดหยุ่นก็ช่วยให้เราเส้นไม่ยึดตอนก้าวขาข้ามน้ำขังหรือเอี้ยวตัวหลบมอเตอร์ไซค์บนฟุตบาท แถมไม่เป็นตะคริวเวลาวิ่งออกกำลังกายด้วย ดังนั้นความยืดหยุ่นจะเพิ่มขีดความสามารถในการเคลื่อนไหว ลดความเสี่ยงของการบาดเจ็บจากการเคลื่อนไหว ร่างกายมีความสมดุล รักษาสภาพการทำงานของข้อต่อ และลดอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย

 

5.องค์ประกอบร่างกาย

คืออัตราส่วนของน้ำ มวลกระดูก กล้ามเนื้อ และไขมันในร่างกายเมื่อเทียบกับส่วนสูงและน้ำหนักตัว คำนวณเบื้องต้นจากดัชนีมวลกาย องค์ประกอบร่างกายไม่ได้วัดกันแค่น้ำหนักเท่านั้น เพราะบางคนมีรูปร่างและส่วนสูงใกล้เคียงกัน อีกคนน้ำหนักน้อยกว่าเพราะไม่ค่อยมีมวลกล้ามเนื้อ ขณะที่อีกคนมีน้ำหนักมากกว่าเพราะมีมวลกล้ามเนื้อมากกว่า น้ำหนักจึงไม่ได้บอกว่าใครมีสุขภาพดีกว่ากัน เพราะมวลกล้ามเนื้อมีน้ำหนักมากกว่ามวลไขมันอยู่แล้ว ถ้าองค์ประกอบร่างกายดี จะมีสัดส่วนรูปร่างเหมาะสม กระบวนการทำงานของอวัยวะมีประสิทธิภาพ สุขภาพโดยรวมก็จะดี ลดความเสี่ยงของโรค เช่น โรคอ้วน เบาหวาน และความดันโลหิตสูงได้

 

 

ขอบคุณที่มา  40plus.posttoday