5 ข้อดีของการออกกำลังกาย (อย่างจริงจัง) ที่จะทำให้คุณเป็นสุดยอดผู้นำ

ในปัจจุบันคนทำงานเริ่มหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพ และออกกำลังกายกันมากขึ้น บางคนอาจทำไปเพื่อลดน้ำหนัก บางคนก็ทำเพื่อรักษาร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ แต่จริง ๆ แล้วการออกกำลังกายอย่างจริงจังจนเป็นนิสัย นอกจากจะดีต่อร่างกายแล้ว ยังเป็นการฝึกจิตใจ สามารถส่งเสริมและพัฒนาทักษะการทำงานได้อย่างที่หลายคนอาจนึกไม่ถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เป็นผู้นำ ที่จะต้องใช้ทั้งทักษะ ความสามารถ และสภาพจิตใจที่เข้มแข็งเพื่อเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นท่ามกลางความกดดันมากมาย

 

  • เมื่อออกกำลังกายจนเป็นนิสัย มีวินัยในการออกกำลังอย่างสม่ำเสมอ ก็จะทำให้คุณเอาความมีวินัยนี้ไปใช้กับการทำงานด้วย
  • การเพิ่มความท้าทายในการออกกำลังกายของตัวเองให้มากหรือนานขึ้นเรื่อย ๆ จะฝึกให้เราเป็นคนที่ไม่หยุดนิ่ง และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ
  • การไม่ถอดใจยอมแพ้ต่อการออกกำลังกายที่หนักหน่วง หมายความว่าคุณสามารถเอาชนะใจตัวเองได้ ซึ่งจะทำให้คุณได้เปรียบในการทำงาน เมื่อต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก
  • คนเราย่อมมีเป้าหมาย และแผนการในการออกกำลังกาย ซึ่งบางครั้งก็อาจจะเจอสถานการณ์ที่ทำให้แผนที่วางไว้ไม่เป็นไปอย่างที่คิด จนทำให้ต้องมีการปรับเปลี่ยนแผน ซึ่งคุณสามารถเอาแนวคิดการวางแผนและแก้ไขปัญหามาปรับใช้ในการทำงานได้เช่นกัน
  • สิ่งที่คุณได้เรียนรู้จากการออกกำลังกาย จะถูกส่งต่อไปยังคนในทีม ซึ่งจะทำให้คุณกลายเป็นผู้นำที่คนในทีมเคารพ และคุณเองอาจเป็นแรงบันดาลใจดี ๆ ให้กับคนในทีม ทั้งในเรื่องการทำงาน และการใส่ใจดูแลตัวเองอีกด้วย

 

 

1. สร้างวินัยในตัวเอง

การเล่นฟิตเนสหรือการวิ่งเป็นระยะทางไกล ๆ ต้องอาศัยวินัยในตัวเองอย่างมาก เพราะเป็นการออกกำลังกายที่ต้องทุ่มเททั้งแรงกาย แรงใจ และต้องเรียนรู้ที่จะรู้จักความคุมตัวเอง ทั้งขณะออกกำลังกายและภายหลังการออกกำลังกาย เช่น การเล่นฟิตเนสเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อและเผาผลาญไขมัน นอกจากออกกำลังกายอย่างหนักแล้ว คุณยังต้องควบคุมพฤติกรรมการรับประทานอาหารในแต่ละมื้อ คุณต้องสู้กับการตามใจปากของคุณแม้ไม่ได้อยู่ในชั่วโมงที่คุณเข้ายิม ไม่เช่นนั้นการออกกำลังกายหลายชั่วโมงของคุณก็จะเสียเปล่า หรือการวิ่งให้ได้ตามระยะทางที่คุณกำหนดไว้ในแต่ละวัน โดยไม่ถอดใจเพราะความเหนื่อยล้าทางร่างกายไปเสียก่อน

ทั้งสองตัวอย่างเป็นเรื่องของการซื่อสัตย์กับตัวเอง การสัญญากับตัวเองไว้แล้วต้องทำให้สำเร็จ เมื่อคุณปฏิบัติตนอย่างมีวินัยจนติดเป็นนิสัย คุณก็จะนำวิธีการแบบเดียวกันนี้ไปใช้กับการทำงาน เช่น สามารถทำงานได้เสร็จตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ หรือพัฒนาตัวเองด้วยการทำงานที่ยากขึ้นเพื่อท้าทายความสามารถของตนเอง ถ้าคุณมีวินัยในการออกกำลังกาย คุณก็จะมีวินัยในที่ทำงานด้วยเช่นกัน

 

 

2. เสริมสร้างความมั่นใจ พัฒนาตนเอง และเห็นคุณค่าในตนเอง

เรามักจะใช้เรื่องเวลาหรือความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงาน มาเป็นข้ออ้างในการไม่ออกกำลังกาย แต่ถ้าคุณลองตั้งเป้าหมายอย่างจริงจัง เช่น วันนี้ฉันจะลองออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 15 นาที (กรณีที่ปกติคุณไม่เคยออกกำลังกายเลย) หรือออกกำลังกายให้มากหรือนานกว่าเดิมสำหรับผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำอยู่แล้ว การสร้างความท้าทายใหม่ ๆ ให้กับการออกกำลังกายธรรมดา ๆ จะฝึกนิสัยให้เราไม่หยุดนิ่ง หรือพอใจกับสถานะในปัจจุบัน  ทั้งนี้เราสามารถเริ่มต้นจากเป้าหมายเล็ก ๆ และค่อย ๆ เพิ่มขอบเขตของสิ่งที่คุณตั้งใจจะทำสำเร็จ ซึ่งอาจจะเป็นจำนวนครั้งหรือน้ำหนักที่มากขึ้นในแต่ละเซ็ตของการยกน้ำหนัก หรือการใช้เวลาอยู่บนลู่วิ่งให้นานขึ้นกว่าการวิ่งครั้งที่แล้ว

การเริ่มต้นจากสิ่งง่าย ๆ และค่อย ๆ ตั้งเป้าหมายให้ใหญ่ขึ้นและยากขึ้นตามลำดับ เปรียบเสมือนการพัฒนาตัวเองไปทีละขั้น  เมื่อคุณสามารถฝ่าฟันอุปสรรคทั้งทางร่างกายและจิตใจจากการออกกำลังกายอย่างหนักได้ จะทำให้คุณรู้สึกถึงชัยชนะ เกิดความเชื่อมั่นว่าตนทำได้ และเห็นคุณค่าของตนเอง

 

 

3. กระตุ้นให้เกิดความมุ่งมั่นและความแข็งแกร่งของจิตใจ

การฝึกความอดทนของจิตใจสามารถเกิดขึ้นได้จากการออกกำลังกายอย่างหนักหน่วง คุณเคยสงสัยไหมว่า ทำไมความเหน็ดเหนื่อยและความเจ็บปวดทางร่างกายทำให้คุณตัดสินใจอยากล้มเลิกการออกกำลังกายกลางครัน นั่นเป็นเพราะเมื่อคุณออกกำลังกายอย่างหนักจนถึงจุดที่เกินขีดความสามารถของร่างกาย   สมองจะประเมินสภาพของร่างกายและส่งสัญญาณเตือนในรูปแบบของอาการเจ็บปวด หรือความเมื่อยล้าเพื่อที่คุณจะได้ไม่ฝืนร่างกายตัวเอง นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้คุณถอดใจยอมแพ้ ทั้ง ๆ ที่คุณยังมีพลังงานเหลือเฟือ

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ นักกีฬา เช่น นักวิ่งมาราธอน ที่ต้องอาศัยความแข็งแกร่งของจิตใจนอกเหนือจากความแข็งแรงของร่างกาย พวกเขาเลือกที่จะเพิกเฉยต่อคำเตือนของร่างกายและวิ่งต่อไป ซึ่งความมุ่งมั่นเพื่อให้ไปถึงเส้นชัยนี้เองที่ทำให้พวกเขาสามารถทำลายสถิติ และทลายขีดความสามารถของพวกเขาเองได้  ความกลัวอาการเหน็ดเหนื่อยจนทำให้คุณหยุดการออกกำลังกายมักเกิดขึ้นจากจิตใจมากกว่าร่างกาย แต่ถ้าคุณสามารถเอาชนะใจตัวเองได้ คุณจะมีจิตใจที่เข้มแข็ง และสิ่งนี้จะกลายเป็นข้อได้เปรียบในเวลาที่คุณต้องสวมบทบาทเป็นผู้นำและตัดสินใจปัญหาที่สำคัญในสถานการณ์ที่ยากลำบาก

 

 

4. รู้จักการวางแผนและปรับตัวให้เหมาะสมตามสถานการณ์

การออกกำลังกาย เช่น การวิ่งระยะไกลหรือการเล่นฟิตเนส ต้องอาศัยการวางแผนอย่างมีประสิทธิภาพ คุณต้องกำหนดเป้าหมายระยะสั้น (รายวัน) และเป้าหมายระยะยาว (รายสัปดาห์หรือรายเดือน) รวมไปถึงการประเมินสถานการณ์ว่าคุณต้องใช้เวลามากน้อยแค่ไหนในการทำตามที่ตั้งเป้าไว้ ซึ่งแน่นอนว่าระหว่างทางคุณอาจต้องพบเจอกับอุปสรรคต่าง ๆ นานา เช่น คุณวางแผนไว้ว่าสัปดาห์หนึ่งต้องวิ่งทุกวัน วันละอย่างน้อย 1 ชั่วโมง แต่ถ้าวันหนึ่งคุณดันติดธุระด่วน ทำให้วิ่งไม่ครบตามแผนที่วางไว้ คุณต้องชดเชยเวลาวิ่งที่หายไป 1 ชั่วโมงด้วยการเพิ่มเวลาการวิ่งไปในวันถัดไปอีก 1 ชั่วโมงเต็ม หรือถ้าร่างกายคุณไม่พร้อม คุณอาจจะใช้วิธีเฉลี่ยเวลาโดย 6 วันที่เหลือ วิ่งเพิ่มอีกวันละ10 นาที

จะเห็นได้ว่าแม้แต่เรื่องเล็ก ๆ อย่างการออกกำลังกาย คุณยังเจอกับปัญหาหรือสิ่งที่ไม่คาดฝันที่เข้ามาขัดขวางการบรรลุเป้าหมายของคุณ ซึ่งทำให้คุณต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ในขณะเดียวกันก็ต้องรักษาความต่อเนื่องของการออกกำลังกายที่เป็นเป้าหมายสำคัญของคุณไว้ ในการทำงานจริงก็เช่นกัน ผู้นำที่ดีต้องมีศักยภาพในการบริหารและสามารถวางแผนด้วยการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน แต่ก็ต้องพร้อมปรับตัวเมื่อเจอกับปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ได้ในท้ายที่สุด

 

 

5. เป็นตัวอย่างและแรงบันดาลใจให้คนในทีม

หากคุณต้องการให้ทีมของคุณมีประสิทธิภาพ คุณจะต้องแสดงให้พวกเขาเห็นว่าแบบอย่างที่ดีในการทำงานนั้นเป็นเช่นไร ไม่มีตัวอย่างใดจะชัดเจนไปกว่าการกระทำของผู้นำที่ใส่ใจในงานที่ทำ ประโยชน์หลายประการที่ได้จากการออกกำลังกายอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นความมีวินัย ความทุ่มเท ความรับผิดชอบ ความมั่นใจในตัวเอง ทัศนคติที่ดี และการรู้จักคุณค่าของความสำเร็จ จะถูกส่งต่อไปยังทุกคนในทีมของคุณ พวกเขาจะเกิดความประทับใจและเคารพในตัวคุณ

ยิ่งไปกว่านั้นตัวอย่างจากผู้นำที่ดีจะมีอิทธิพลอย่างมากต่อวิธีการทำงานของคนในทีม เพราะจะเป็นการกระตุ้นให้พวกเขาทำงานอย่างเต็มความสามารถเช่นเดียวกับตัวคุณ ซึ่งในท้ายที่สุดแล้ว นอกจากจะทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีต่อทีมของคุณเองแล้ว ยังส่งผลต่อความสำเร็จของหน่วยงานหรือองค์กรที่คุณทำงานอยู่ได้อีกด้วย และไม่แน่ว่าพวกเขายังอาจจะได้รับแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตส่วนตัว หรือหันมาดูแลใส่ใจตัวเองด้วยการออกกำลังกายแบบคุณด้วยก็เป็นได้

 

ขอบคุณที่มา  jobthai